วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

แคลอรี่ในเครื่องดื่ม

หลายๆคนเลยที่ชอบบ่นว่าทานข้าวก็น้อยแล้วนะ ยังน้ำหนักขึ้นอีก อย่าลืมนะครับว่าระหว่างวันนั้นเราอาจทานเครื่องดื่มอื่นๆ อะไรอีกบ้าง
เราลองมาดูแคลอรี่ในเครื่องดื่มกันนะครับ จะได้รู้ว่าเครื่องดื่มที่เราๆดื่มๆกันเข้าไปในแต่ละอย่างให้แคลอรี่เท่าไหร่บ้าง !

กาแฟร้อน 1 แก้ว55 กิโลแคลอรี่
กาแฟเย็น 1 แก้ว115 กิโลแคลอรี่
ชาดำเย็น 1 แก้ว110 กิโลแคลอรี่
ชามะนาว 1 แก้ว100 กิโลแคลอรี่
ชาร้อน 1 แก้ว55 กิโลแคลอรี่
ชาเขียว (รสหวาน) 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
ชาเย็น 1 แก้ว100 กิโลแคลอรี่
ช็อคโกแลตร้อน 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
ช็อคโกแลตเย็น 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
นมจืด (250 cc) 1 กล่อง160 กิโลแคลอรี่
นมจืด (ไขมันต่ำ) 1 กล่อง125 กิโลแคลอรี่
นมจืด (ไม่มีไขมัน) 1 กล่อง80 กิโลแคลอรี่
นมถั่วเหลือง (หวานน้อย) 1 กล่อง140 กิโลแคลอรี่
นมปรุงแต่ง (รสหวาน) 1 กล่อง200 กิโลแคลอรี่
นมเปรี้ยว UHT รสผลไม้ (200 cc) 1 กล่อง125 กิโลแคลอรี่
นมเย็น 1 แก้ว150 กิโลแคลอรี่
น้ำกระเจี๊ยบ 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
น้ำขิง (ขิงผงรสหวาน) 1 กล่อง60 กิโลแคลอรี่
น้ำจับเลี้ยง 1 แก้ว100 กิโลแคลอรี่
น้ำชาเขียว (250 ml) 1 กล่อง70 กิโลแคลอรี่
น้ำชาเขียวผสมน้ำผึ้ง (250 ml) 1 กล่อง70 กิโลแคลอรี่
น้ำนมข้าวโพด 1 แก้ว80 กิโลแคลอรี่
น้ำผลไม้รวม 1 กล่อง100 กิโลแคลอรี่
น้ำผักรวม 1 กล่อง90 กิโลแคลอรี่
น้ำฝรั่ง 100%(200 ml) 1 กล่อง100 กิโลแคลอรี่
น้ำมะตูม 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
น้ำมะนาว 1 แก้ว100 กิโลแคลอรี่
น้ำมะพร้าว 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
น้ำมะพร้าวผสมเนื้อ 1 กล่อง150 กิโลแคลอรี่
น้ำมะเขือเทศ 1 แก้ว48 กิโลแคลอรี่
น้ำมะเขือเทศ100%(200 ml) 1 กล่อง50 กิโลแคลอรี่
น้ำลำใย 1 แก้ว100 กิโลแคลอรี่
น้ำสับปะรด 1 แก้ว125 กิโลแคลอรี่
น้ำสัปปะรด 100%(200 ml) 1 กล่อง100 กิโลแคลอรี่
น้ำส้ม 100%(200 ml) 1 กล่อง120 กิโลแคลอรี่
น้ำส้มคั้น 1 แก้ว90 กิโลแคลอรี่
น้ำองุ่น 1 แก้ว112 กิโลแคลอรี่
น้ำองุ่นแดง 100%(200 ml) 1 กล่อง120 กิโลแคลอรี่
น้ำอัดลม (หวาน) 1 แก้ว75 กิโลแคลอรี่
น้ำอัดลมประเภทโคล่า(325 cc) 1 กระป๋อง130 กิโลแคลอรี่
น้ำอ้อย 1/2 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
น้ำเต้าหู้(จืด) 1 แก้ว75 กิโลแคลอรี่
น้ำแอปเปิ้ลแดง 100%(200 ml) 1 กล่อง120 กิโลแคลอรี่
น้ำใบบัวบก 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
น้ำใบเตย 1 แก้ว120 กิโลแคลอรี่
บรั่นดี (60 cc) 1 แก้ว130 กิโลแคลอรี่
มิลค์เชค 1 แก้ว150 กิโลแคลอรี่
วอดก้า 60 cc120 กิโลแคลอรี่
วิสกี้ 60 cc140 กิโลแคลอรี่
เบียร์ไทย 1 แก้ว148 กิโลแคลอรี่
เหล้ายิน 60 cc120 กิโลแคลอรี่
เหล้ารัม 60 cc120 กิโลแคลอรี่
แม่โขง (45 cc) 1 แก้ว43 กิโลแคลอรี่
โกโก้ 1 แก้ว210 กิโลแคลอรี่
โยเกิร์ต (รสธรรมชาติ) 1 กล่อง95 กิโลแคลอรี่
โยเกิร์ต (รสผลไม้) 1 กล่อง175 กิโลแคลอรี่
โยเกิร์ต (ไขมันต่ำรสผลไม้) 1 กล่อง160 กิโลแคลอรี่
โอวัลติน 1 แก้ว210 กิโลแคลอรี่
โอเลี้ยง 1 แก้ว165 กิโลแคลอรี่
ไวน์เชอรี่ 60 cc84 กิโลแคลอรี่
ไวน์แชมเปญ 60 cc42 กิโลแคลอรี่

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

ดวงชะตา คือ นิสัย

คดวงชะตา คือ นิสัย
ใจ เป็นประธาน

วันหนึ่งขณะคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมซึ่งเป็นอดีตนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ซึ่งตอนนี้ท่านอายุใกล้ 70 แล้ว ผมทึ่งในวิชาโหงวเฮ้งของท่าน ที่เพียงเห็นกันไม่กี่ครั้งท่าน ก็สามารถพยากรณ์ได้เลยว่า คนนั้น คนนี้ อนาคตจะเป็นเช่นไร

ท่านบอกว่า ท่านอาศัยการสังเกตจากคนรอบตัวท่านหลายๆ คน ตั้งแต่ท่านอายุประมาณ 30 ปีต้นๆ ว่า คนที่มีลักษณะโหงวเฮ้ง (ลักษณะรูปร่างของ ตา คิ้ว หู จมูก ปาก จนถึงการเดิน การนั่ง การพูดจา น้ำเสียง แววตา การกินอาหาร และอากัปกริยาท่าทางอื่นๆ)

โดยท่านบอกว่า วิธีสังเกตของท่าน คือ สังเกตในขณะที่คนนั้นไม่รู้ตัว เวลาที่เขาปล่อยตัวตามสบาย (ตอนเผลอ) จะให้ข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดถูกต้องที่สุด

ท่านบอกว่า บางคนโหงวเฮ้งช่วงอายุจร (อายุปัจจุบัน) ไม่ดี แต่ดวงชะตาของบุคคลผู้นั้น กลับเป็นช่วงดวงขึ้น
เพราะราศี (เลือดลม) บนใบหน้ามีราศีผ่องใสดี ก็ทำให้ดวงชะตาดีขึ้นได้

ซึ่งท่านบอกว่า ดวงชะตา ก็คือ "นิสัยนั่นเอง" นิสัยเปลี่ยน ดวงก็เปลี่ยน
โดยคนที่ดวงดี ราศีผ่องใสอยู่เสมอ มักมีนิสัยมองทุกอย่างที่เจอในชีวิตเป็นบวก
คิดในแง่บวก ไม่ว่าเจออุปสรรคอะไรก็ผ่านไปได้ เพราะมีกำลังใจดี กำลังใจเข้มแข็ง เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า
" ทุกสิ่งสำเร็จได้ เพราะใจ มีใจ เป็นประธาน "

ดังที่ปรากฏว่า นักธุรกิจหรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายคน นำไปใช้ ซึ่งตรงกันกับผลงานวิจัยของฝรั่งที่ว่า
ATTITUDE (ทัศนคติ) หรือ Positve Thinking (การคิดบวก) คือ กุญแจสู่ความสำเร็จ
ซึ่งตรงกันกับท่านอาจารย์ที่ใช้นามแฝงว่า มังกร กล่าวไว้ในนิตยสารหมอดู ฉบับปฐมฤกษ์ พฤษภาคม 2533 ในหัวข้อ " ซินแสสอนศิษย์ " ตอน โหงวเฮ้งไม่ดี มีวิธีแก้ ว่าต้องแก้โดยการ ฝึกใจเราให้ผ่องใส เพราะมันจะไปปรับราศีให้ดีขึ้นได้ เวลาใดที่จิตใจสงบสบายจะส่งผลถึงหน้าตา ผิวพรรณ มันจะเปล่งปลั่งมีราศี ซึ่งการทำใจให้สงบสบายอาจใช้วิธีการทำสมาธิเข้าช่วยอีกแรงก็จะดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อจิตใจสงบสบายก็เป็นตัวเสริมให้จิตเรานิ่งมีสติ แล้วปัญญาก็จะเกิด ดังคำที่ว่า " สติมา ปัญญาเกิด " เราก็จะแก้ปัญหาอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้ครับ

โดยท่านมีดวงถึงฆาต (ดวงตาย) ในปลายปี 2553 ตอนนั้นท่านป่วยหนักมาก เดินไม่ได้ สารพัดโรครุมเร้า (ทั้งโรคความดัน โรคหัวใจ โรคเก๊าต์ หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ อัมพฤกษ์ครึ่งซีก)
แต่ท่านก็ผ่านมาได้เพราะอานุภาพของการนั่งสมาธิ และจิตใจที่คิดในแง่บวกกับทุกอย่างที่เจอ มีกำลังใจในการต่อสู้ทุก ดังคำกล่าวที่ว่า " จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว " และพยายามช่วยตนเองจนถึงที่สุด ไม่ต้องการให้คนอื่นพยุง พยายามออกแรงที่กล้ามเนื้อขา แขน ท่านเพียงแค่ป่วยหนักแต่ผ่านพ้นมาได้ โดยปัจจุบันนี้เดินได้แล้ว (จนอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลศิริราชถึงกับงง เพราะคนอื่นที่เข้ารับการรักษาพร้อมกับท่าน บางคนก็ตายไปแล้ว หรือบางคนก็ต้องตัดขา)

และอีกเรื่องหนึ่ง

หลวงพ่อเส็ง (อดีตพระเกจิชื่อดังของจังหวัดปราจีนบุรีในสมัยอดีต) ได้พยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตว่า ท่านจะต้องหมดตัว (ท่านเป็นเศรษฐีนักธุรกิจระดับแนวหน้า ของธุรกิจสายหนึ่ง) แต่เมื่อท่านรู้ตัวล่วงหน้าก่อนเป็นเวลานับสิบปี ท่านจึงเก็บสะสมเงินไว้ส่วนหนึ่ง สุดท้ายมีเหตุให้ท่านต้องเสียธุรกิจนี้ไป แต่ไม่หมดตัว (เพราะมีแผนสำรอง คือ เงินออมนับล้าน)
นี่คือ ประโยชน์หนึ่งของการดูดวงเพื่อจะได้เตรียมแผนรับมือล่วงหน้า

สรุป คือ เคล็ดลับแก้เคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี และทำให้ดวงชะตาดีขึ้น คือ คิดในแง่บวกกับทุกสิ่งที่เจอในชีวิต ซึ่งจะก่อให้เกิดกำลังใจอำนาจจิตที่จะสู้กับทุกสิ่ง หมั่นนั่งสมาธิ หรือเจริญสติ จะก่อให้เกิดปัญญา ในการแก้ปัญหาทุกอย่าง และต้องคิดอยู่เสมอว่า จะมีวิธีทำงาน หรือใช้ชีวิตอย่างไร ให้พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ (พัฒนาให้ก้าวหน้า)

ซึ่งตามหลักโหงวเฮ้งแล้ว สิ่งที่สำคัญมาก คือ
1.น้ำเสียง
2.แววตา
3.ราศี

ทั้งสามสิ่งนี้ ถูกควบคุมด้วยสิ่งเพียงสิ่งเดียว คือ "ใจ "
"เมื่อใจดี ทุกอย่างดีหมด " น้ำเสียงบอกพลัง แววตาบอกความมุ่งมั่น ราศีบอกความสุขความสบายใจ เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า " ทุกสิ่งสำเร็จได้เพราะใจ มีใจเป็นประธาน "

หมายเหตุ : ช่วยส่งบทความนี้ส่งต่อๆไปยังคนที่ท่านรู้จักด้วยก็ดีครับ ไม่ว่าจะทางอีเมล์หรือก๊อป

***ไปโพสต์หรือถ่ายเอกสารไว้แจกคนทั่วไป (โดยเฉพาะคนที่ท่านรัก) เพื่อทุกคนจะได้มีโชคชะตาที่ดีขึ้น

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เทคนิคการตั้งราคาสินค้า โดยไม่ต้องตัดราคา






เทคนิคการตั้งราคาสินค้า โดยไม่ต้องตัดราคา
อ้างถึง
"Do your work with your whole heart, and you will succeed - there's so little competition." ~ Elbert Hubbard, photo belongs to Craig Murphy

การตั้งราคาสินค้านั้นถือเป็นเรื่องที่น่าหนักใจอีกหนึ่งเรื่องในการทำธุรกิจ เพราะบางทีการตั้งราคาถือเป็นการเดาใจลูกค้าอย่างหนึ่ง ถ้าตั้งราคาต่ำเกินไป กำไรก็ได้ไม่มาก แต่ถ้าตั้งราคาสูงไป ก็ขายไม่ออกอีก การเข้าใจลูกค้าถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรามีหลักเกณฑ์ในการตั้งราคาได้เหมาะสมสำหรับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ

ถ้าเรารู้ลักษณะนิสัยลูกค้าว่าพวกเขาชอบของพรีเมี่ยมอยู่แล้ว การตั้งราคาสูงอาจไม่มีผลมากเท่าไรต่อลูกค้ากลุ่มนี้ตราบใดที่คุณค่าของสินค้าที่เรานำเสนอและส่งมอบแก่ลูกค้ามีคุณค่ามากเพียงพอและเหมาะสมในมุมมองของลูกค้า แต่กับลูกค้าส่วนมากชอบที่ของดีราคาถูกนั้น โดยทั่วไปเราอาจจะคิดถึงการใช้วิธีตัดราคาสินค้าสู้กับคู่แข่งให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ แต่วิธีการสู้กันด้วยราคาต่ำๆ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะเป็นการลดคุณค่าของสินค้าและกำไรของเราเราลงมาอีกด้วย จะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่ตั้งราคาสินค้าสูงกว่า แต่ขายได้มากกว่าคู่แข่งโดยการใช้หลักจิตวิทยาเหล่านี้

อ้างถึง
วิธีการสู้กันด้วยราคาต่ำๆ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะเป็นการลดคุณค่าของสินค้าและกำไรของเราเราลงมาอีกด้วย


การเปรียบเทียบของที่คล้ายกัน
เมื่อเกิดการเปรียบของสองสิ่งที่มีความแตกต่างกัน แต่เป็นของที่ดีมีคุณค่าใกล้เคียง และมีราคาใกล้เคียงกันทั้งคู่ เหตุการณ์แบบนี้มักทำให้ผู้เลือกตัดสินใจระหว่างสองตัวเลือกได้ยาก แต่ถ้าเราเพิ่มตัวเลือกเข้ามาอีก 1 โดยให้ทางเลือกที่ 3 นั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเลือก 1 หรือ 2 แต่มีคุณค่าที่ต่ำกว่าตัวเลือกที่ใกล้เคียงนั้นๆ การตัดสินใจนั้นจะง่ายขึ้นในทันที เหมือนดังตัวอย่างแพคเกจทัวร์ดังนี้

มี 2 แพคเกจที่น่าสนใจ โดย Option A เป็นทริปสุดวิเศษในมหานครแห่งความรักอย่างปารีส หรือ Option B เป็นทริปสุดแสนโรแมนติกกับสถาปัตยกรรมสวยๆ ในกรุงโรม  ทั้งสองแพคเกจนี้ดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งคู่ และยากที่จะนำมาเปรียบเทียบว่าอันไหนดีกว่ากัน แต่ถ้าเราเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าเป็น 3 แพคเกจแทนตามนี้

    Option A1: ทริปปารีส + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ
    Option A2: ทริปปารีส (ไม่รวมอาหารเช้า)
    Option B: ทริปโรม + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ


ตามทฤษฎีที่ว่ามาคนเรามักจะพุ่งเป้าไปเปรียบเทียบของที่คล้ายกันแต่คุณค่าแตกต่างกันอย่าง Option A1 กับ Option A2 ถึงแม้จะไปสถานที่เดียวกันแต่แพ็กเกจแรกมีอาหารเช้าฟรีให้ ในขณะที่อีกแพ็กเกจไม่มีอาหารเช้า และลูกค้าก็จะมองข้ามการเปรียบเทียบ A1 กับ B ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากกว่าไป

โดยจากผลสำรวจพบว่าในกรณีอย่างนี้คนจะเลือก Option A1 (ทริปปารีส + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ) มากเป็นอันดับแรก และทิ้งห่าง Option B หรือทริปโรมอยู่มาก ซึ่ง Option A2 ที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจให้กับลูกค้าโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว      

อ้างถึง
ตามทฤษฎีคนเรามักจะพุ่งเป้าไปเปรียบเทียบของที่คล้ายกันแต่คุณค่าแตกต่างกันก่อน และมองข้ามการตัดสินใจระหว่างของที่ใกล้เคียงในแง่คุณค่าและราคา


การนำมาใช้: เมื่อจะขายสินค้าอะไร ให้สร้างแพคเกจที่เป็นเหยื่อล่อขึ้นมาให้ราคาเท่ากันหรือใกล้เคียงกับสินค้าที่เราต้องการจะขาย แต่ตัดเรื่องของแถมหรือข้อเสนอพิเศษออกไปเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ  

เปรียบเทียบราคาที่ต่างกัน

ในความเป็นจริงนั้นอาจไม่มีของสิ่งใดที่เรียกว่าถูกหรือเรียกว่าแพงด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกว่าของถูกหรือแพงนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบกับของอย่างอื่น เช่น สำหรับร้านอาหารร้านหนึ่งที่ขายสเต็กจานละ 120 บาทจะเรียกว่าถูกหรือแพง คงต้องเทียบกับสเต็กร้านอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ราคาจานละ 59 บาทไปจนถึง 4,000 บาท หรือกระเป๋าถือผู้หญิงใบละ 3,000 อาจจะเรียกว่าถูกหรือแพงก็ได้ ถ้าหากเทียบกับกระเป๋าจากตลาดนัดใบละ 199 บาทก็คงมองว่ากระเป๋าใบละ 3,000 บาทนั้นราคาสูง แต่เมื่อเทียบกับกระเป๋าแบรนด์เนมใบละเหยียบแสน กระเป๋าใบนี้ก็คงดูราคาพอเหมาะก็ได้

อ้างถึง
ในความเป็นจริงนั้นอาจไม่มีของสิ่งใดที่เรียกว่าถูกหรือเรียกว่าแพงด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกว่าของถูกหรือแพงนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบกับของอย่างอื่น



ด้วยแนวคิดเช่นนี้ทำให้ร้านค้าหลายร้านพยายามสร้างสินค้าสักชิ้นขึ้นมาและตั้งราคาให้โดดสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น โดยจุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้มีไว้ขายแต่มีไว้เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับสินค้าชิ้นอื่น และให้ลูกค้ารู้สึกว่าของชิ้นอื่นนั้นมีราคาถูกแล้ว และดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านได้ง่ายยิ่งขึ้น

การนำมาใช้: สร้างสินค้าชนิดพรีเมี่ยมขึ้นมาสักชิ้นที่เราอาจจะไม่ได้ต้องการจะขายจริงๆ และลองตั้งราคาสูงๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาของสินค้าชิ้นนั้นลูกค้าจะมีกำลังซื้อไหวไหม เพราะสินค้าชิ้นนี้มีหน้าที่เป็นเพียงเหยื่อล่อให้เกิดการเปรียบเทียบให้สินค้าชิ้นอื่นๆ ที่เราต้องการจะขายดูราคาถูกลง  

สร้างความรู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่าย
เมื่อไหร่ที่ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าของเรานั้นราคาแพงเกินกว่าจุดที่รับได้แล้ว สิ่งที่เราควรเปลี่ยนอาจไม่ใช่ราคา แต่เป็นความรู้สึกและมุมมองของลูกค้าต่อสินค้าเรา โดยเรามีหน้าที่ต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าสินค้าของเราคุ้มค่าเหมาะสมกับราคานี้ หรือสร้างความรู้สึกให้กับลูกค้าว่านี่คือราคาที่ถูกแล้วจริงๆ

เฉลี่ยราคาสินค้า

สินค้าบางอย่างมีมูลค่ารวมสูงมากๆ จนทำให้ลูกค้ารู้สึกไปว่าแพง แต่ถ้าเราเลือกที่จะเสนอราคาให้ลูกค้าเฉลี่ยเป็นต่อวัน หรือต่อเดือนจะทำให้สินค้าดูมีราคาถูกลงไปมาก เช่น บริษัทประกันส่วนใหญ่มักโฆษณาว่าทำประกันวันนี้ คิดแล้วเสียเงินเพียงวันละ 20 บาทเท่านั้น ซึ่งลูกค้าก็จะรู้สึกว่าแค่วันละ 20 บาทถือเป็นราคาที่ถูกมาก ทั้งที่จริงแล้วต้องจ่ายถึงปีละ 7,300 บาทเลยทีเดียว

คุณค่าทางความรู้สึก

ทำไมกาแฟสตาร์บัคถึงขายได้ถึงราคาแก้วละ 150 บาท ในขณะที่แฟรนไชส์เล็กๆ ที่อื่นทำไม่ได้ นั่นเป็นเพราะสตาร์บัคให้ลูกค้าได้มากกว่ากาแฟ สตาร์บัคได้สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในร้านจะต้องพบกับกลิ่นกาแฟหอมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงชื่อกาแฟ ที่สร้างความรู้สึกแก่ลูกค้าได้ว่านี่ไม่ใช่แค่กาแฟทั่วไป แต่นี่คือ Caramel Macchiato หรือ Pike’s Place เพียงเท่านี้คุณค่าก็เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลดราคาแต่อย่างใด


สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นถึงความยากลำบากกว่าจะได้มา

นี่ก็เป็นอีกวิธีที่โฆษณาและสร้างคุณค่าให้สินค้า เช่น ชาเขียวก็ต้องผลิตจากยอดอ่อนใบชาที่เก็บในตอนเช้าเท่านั้น หรืออย่างรังนกก็ต้องแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าต้องปีนเขาขึ้นไปเก็บมาอย่างยากลำบาก กว่าจะมาเป็นรังนกสกัด เป็นต้น

การนำมาใช้: ในการสร้างสินค้าขึ้นมาแต่ละอย่างต้องอย่าลืมสร้างคุณค่าให้กับสินค้าของเราด้วย หาจุดเด่นที่พิเศษกว่าคนอื่นมาเป็นจุดขาย ถ้าสินค้าเรายังราคาแพงไปอีก การเฉลี่ยราคารวมเป็นต่อวัน หรือต่อเดือนก็เป็นการสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าคิดว่าสินค้ามีราคาถูกได้


เสนอ 3 ทางเลือก

แน่นอนว่าคนส่วนมากชอบซื้อสินค้าราคาถูก แต่สินค้าราคาถูกที่ว่านั้นกลับไม่ใช่สินค้าที่ราคาถูกที่สุดบนแผงเสมอไป ผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่าเมื่อผลิตสินค้าออกมา 2 ประเภท  คือเบียร์ระดับพรีเมี่ยมที่ขายในราคา 2.50 $ และเบียร์ธรรมดาที่ขายในราคา 1.80$ ผลที่ออกมาพบว่าคนกว่า 80% นั้น เลือกเบียร์ชนิดที่แพงกว่า แต่เมื่อมีสินค้าชนิดราคาถูกเพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น โดยตั้งราคาให้ต่ำกว่าเบียร์ธรรมดากลุ่มแรกอยู่ที่ 1.60 $ ต่อกระป๋อง พบว่าลูกค้ากลับเลือกที่จะซื้อเบียร์แบบธรรมดาในราคา 1.80 $ ถึง 80% และอีก 20% ที่เหลือเลือกเบียร์แบบพรีเมี่ยม แต่กลับไม่มีใครเลือกเบียร์ที่ถูกที่สุดเลย

การทดลองถัดมา ได้นำเบียร์ชนิดซุปเปอร์พรีเมี่ยมในราคา 3.40$ มาแทนที่เบียร์แบบประหยัดกระป๋องละ 1.60$ ผลการทดลองพบว่าคนส่วนมากเลือกเบียร์ระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาปานกลาง (2.50$) อีก 10% เลือกเบียร์ซุปเปอร์พรีเมี่ยม (3.40%) และมีเพียงน้อยคนที่เลือกเบียร์แบบธรรมดาที่ราคา 1.80$ ซึ่งเป็นเบียร์ที่ราคาถูกที่สุดบนชั้น

จากผลทดลองนี้สรุปได้ว่ามีคนส่วนมากมักซื้อสินค้าที่มีราคาอยู่ในระดับกลางๆ เพราะรู้สึกว่าไม่มากและไม่น้อยเกินไป ส่วนลูกค้าบางประเภทที่ชอบซื้อสินค้าแบบพรีเมี่ยมหรือระดับสูงสุดอยู่แล้ว ก็มักซื้อเหมือนเดิมอยู่เสมอๆ แต่สำหรับราคาที่ต่ำสุดนั้นกลับไม่ค่อยได้รับความนิยม อาจเพราะราคาที่ต่ำกว่ายี่ห้ออื่นๆ ทำให้ลูกค้าบางคนไม่มันใจในคุณภาพ หรืออาจจะคิดว่าสินค้าราคาถูกที่สุดย่อมเป็นของที่ไม่ดีที่สุดก็ได้

การนำมาใช้: เมื่อจะตั้งราคาสินค้าสักชิ้นหนึ่งให้สำรวจราคาสินค้าประเภทเดียวกันในตลาดเสียก่อน ระวังอย่าตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดจนเกินไป ถ้าหากสินค้าเราเป็นระดับพรีเมียมก็ควรตั้งราคาค่อนไปทางสูง แต่กรณีที่เป็นสินค้าระดับธรรมดาก็ไม่ควรตั้งให้ราคาต่ำกว่าสินค้าเจ้าอื่นๆ การเกาะอยู่ที่ราคากลางและยังเหมาะกับสินค้าของเราน่าจะเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด


มหัศจรรย์แห่งเลข 9

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากไปตามห้างสรรพสินค้าแล้วมักเจอสินค้าหลายอย่างที่แปะราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 49 บาท 59 บาท หรือ 199 บาท ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง  จะ 49 บาทหรือ 50 บาทก็ดูไม่แตกต่างสักเท่าไหร่นัก แต่การตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 กลับส่งผลทางจิตวิทยาให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นกว่าตัวเลขอื่นๆ อาจเพราะตัวเลขราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 ทำให้การรับรู้ราคาของลูกค้าบิดเบือน เช่น การตั้งราคาสินค้าที่ 39 บาททำให้คนรู้สึกว่าราคายังอยู่ในช่วง 30 กว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่เพิ่มเข้าไปแค่อีกบาทเดียว สินค้านั้นจะกลายเป็นราคา 40 ทันที ซึ่งลูกค้าอาจจะรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นแพงกว่า

แต่นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องการทำให้ราคาดูต่ำกว่าความเป็นจริงแล้ว จากผลการทดลองของมหาวิทยาลัย Chicago ทำให้เห็นว่าการตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9  นั้นเป็นการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างไม่มีเหตุผลด้วย

ในการทดลองได้ทำแคตาล็อคออกมา 3 แบบ โดยใส่สินค้าชนิดเดียวกัน แต่ราคาต่างกันออกไป ได้แก่ 34$, 39$ และ 44$ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าแปลกใจมาก เพราะสินค้าที่ขายดีที่สุดคือสินค้าที่ตั้งราคาไว้ที่ 39$ ทั้งๆ ที่ราคาก็สูงกว่า 34$ และสินค้าทั้ง 3 ชิ้นที่แสดงก็เป็นสินค้าแบบเดียวกันทั้งสิ้น ในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเพราะเหตุใดเลข 9 จึงกระตุ้นการขายได้ดีกว่า เราจึงยกให้เลข 9 เป็นเลขมหัศจรรย์ในการตั้งราคา

• • •

 มีหลากหลายเทคนิคมากมายที่ช่วยให้เราตั้งราคาได้โดยไม่ต้องไปตัดราคากับคู่แข่ง ซึ่งที่จริงการใช้วิธีตัดราคาก็ไม่ใช่วิธีที่ผิด และถือเป็นอีกแนวทางการโละสินค้าที่เราไม่ต้องการเก็บไว้ด้วย เหมือนอย่างในซุปเปอร์มาเก็ตที่มักจะลดราคาของสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุภายใน 3-4 วัน แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้นจริงๆ ลองใช้เทคนิคด้านบนเหล่านี้น่าจะเป็นทางออกทีดีกว่าในการกำหนดราคาสินค้าของเราอย่างแน่นอน

http://www.ranyamanagerthailand.com/index.php/topic,151.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เคล็ดลับสัมภาษณ์ให้ได้คนเก่งเข้าทำงานใน 7 นาที โดย “ราชินีนักสัมภาษณ์”

การจ้างงานเป็นอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลา เพราะกว่าที่เราจะคัดสรรคนที่มีประสิทธิภาพพอและเหมาะสมกับงานได้นั้นต้องใช้เวลาและสายตาที่แหลมคมในการคัดเลือก แต่สำหรับ Marla Malcolm Beck ซีอีโอคนสวยแห่ง Bluemercury ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ luxury ด้านความงาม กลับบอกว่าเป็นอะไรที่ง่ายมากสำหรับเธอ

Marla Malcolm Beck เปิดเผยถึงเคล็ดลับการทำงานของเธอกับ Adam Bryant แห่งนิวยอร์ก ไทมส์ ทั้งนี้เธอกล่าวว่า ตัวเธอนั้นได้รับฉายาว่าเป็น “ราชินีสัมภาษณ์ 7 นาที”




เธอบอกกับผู้สื่อข่าวจากนิวยอร์ก ไทมส์ ว่า “ฉันสามารถสัมภาษณ์คนเข้าทำงาน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7-10 นาที ก็สามารถทราบกรอบการทำงานหรือแนวคิดในการทำงานของคนๆ นั้นได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ทักษะ ความมุ่งมั่น และความเหมาะสม”

Beck กล่าวอย่างมั่นใจด้วยว่า เธอสามารถพูดคุยซักถามในด้านทักษะในเวลาเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้สมัครเคยทำมาก่อน

เพื่อการค้นหาสิ่งที่กล่าวมานั้น เธอจะใช้คำถามว่า “อะไรคือผลงานชิ้นใหญ่ที่สุดที่คุณเคยได้ทำมาในอดีต แล้วคุณทำมันอย่างไร?”

“คำถามนี้มันสำคัญตรงที่ว่า คนบางคนเมื่อได้รับมอบหมายงานมาดูแล แล้วเขาได้อธิบายถึงสิ่งที่เขาทำได้อย่างไร เขาจัดการดูมันอย่างไร และมันสำเร็จหรือไม่”

จากนั้นก็มาถึงการค้นหาความมุ่งมั่นของผู้สมัครกันต่อ ด้วยคำถามว่า “คุณต้องการทำอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า?”

“สิ่งนี้จะบอกอะไรคุณมากมายเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความสร้างสรรค์ของผู้สมัคร ถ้าเขาเป็นคนที่หิวกระหายและมีเป้าหมายที่จะไป นั่นแสดงว่าเป็นคนที่ต้องการการเรียนรู้ และถ้าเขาต้อการการเรียนรู้เขาสามารถทำงานที่ไหนก็ได้”

ถัดมาคือเรื่องความเหมาะสม สำหรับข้อนี้เธอจะให้ความสนใจที่เรซูเม่

Beck บอกกับผู้สื่อข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ว่า เธอมักจะมองหาพนักงานที่ผ่านประสบการณ์มาจากบริษัทที่เล็กกว่า “งานของคุณในบริษัทใหญ่ๆ ก็เปรียบเสมือนชิ้นพายชิ้นเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้น ชั้นจึงต้องการคนที่สามารถทำงานที่เก่งหลายด้าน ทำอะไรได้หลากหลายและมีความคล่องตัวสูง”

ลองนำเคล็ดลับการสัมภาษณ์งานของเธอไปใช้บ้างก็ได้นะคะ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในการรับสมัครคนเข้าทำงาน

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

สูตรของเครื่องดื่มชูกำลัง





ราคา
บาท
น้ำตาล เทารีน
ทอรีน
(Taurine)
แคฟเฟอีน
กาเฟอีน
(caféine)
วิตามิน บี1 วิตามิน บี2 วิตามิน บี 3
ไนอะซิน
ไนอะซินาไมด์
นิโคตินาไมด์
(Niacinamide)
วิตามิน บี 5
เด็กซ์แพนธีนอล
กรดแพนโทเทนิก
(pantothenic acid) 
วิตามิน บี 7
ไบโอดีน
ไบโอติน
(biotin)
วิตามินเอช (vitamin H) 
วิตามิน บี 6
(Pyridoxine) 
วิตามิน บี 8
อิโนซิทอล
อินโนซิทอล
(Inositol)
วิตามิน บี 9
โฟลิค แอซิค
(Folic acid)
วิตามิน บี12 กรดมะนาว
กรดส้ม
กรดอะซิติก
อะซิติกแอซิด
Acetic Acid
อื่นๆ (1)
ลิโพวิตัน-ดี 12 ซูโครส 18 กรัม 1 กรัม 0.05 กรัม     20 มก. 5 มก.   5 มก. 50 มก.   5 มก. 0.5 กรัม กลูคูโรโนแลกโทน 0.4 กรัม
(Glucuronolactone) 
ลิโพ-พลัส 15 ซูโครส 24 กรัม 1.0 กรัม 50 มก. 0.5 มก.   20 มก.     4 มก. 50 มก.       น้ำผึ้ง 1.6 กรัม
กระทิงแดง 10 น้ำตาล 25.6 กรัม 800 มก. 50 มก.   3.2 มก. 20 มก. 5.5 มก.   3 มก. 30 มก.   7.5 มก. 1.5 ก. โฟลิค แอซิค 0.15 มก.
(Folic Acid)
//โคลีน 10 มก.
(Choline)วิตามิน บีรวม 
กระทิงแดง
ทีโอเปล็กซ์-แอล 
10 ซูโคลส 16.0 ก. 800 มก. 0.05 ก.     20 มก. 5 มก.   3 มก. 20 มก.     0.66 ก.  
คาราบาวแดง  10 ซูโครส 26.5 ก. 800 มก. 50 มก.     20 มก. 5 มก.   5 มก. 30 มก.   12 5 มก. 0.99 ก.  
M-150  10 ซูโครส 25 ก. 0.08 ก. 0.05 ก.     20 มก. 5 มก.   5 มก.          
M-150 STROM 15 น้ำตาล 24 ก.
เดกซ์โทรส 4 ก.
0.8 ก. 50 มก.     20 มก. 5 มก.   5 มก.          
ซุปเปอร์ ลูกทุ่ง 10 น้ำตาล 23.25 ก.   50 มก. 0.14 มก. 0.38 มก. 5.25 มก.   39 มก.     50 มก. 12 6 มก.   แอล-คาร์นิทีน 30 มก.(L-Carnitine)