วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เทคนิคการตั้งราคาสินค้า โดยไม่ต้องตัดราคา






เทคนิคการตั้งราคาสินค้า โดยไม่ต้องตัดราคา
อ้างถึง
"Do your work with your whole heart, and you will succeed - there's so little competition." ~ Elbert Hubbard, photo belongs to Craig Murphy

การตั้งราคาสินค้านั้นถือเป็นเรื่องที่น่าหนักใจอีกหนึ่งเรื่องในการทำธุรกิจ เพราะบางทีการตั้งราคาถือเป็นการเดาใจลูกค้าอย่างหนึ่ง ถ้าตั้งราคาต่ำเกินไป กำไรก็ได้ไม่มาก แต่ถ้าตั้งราคาสูงไป ก็ขายไม่ออกอีก การเข้าใจลูกค้าถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรามีหลักเกณฑ์ในการตั้งราคาได้เหมาะสมสำหรับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ

ถ้าเรารู้ลักษณะนิสัยลูกค้าว่าพวกเขาชอบของพรีเมี่ยมอยู่แล้ว การตั้งราคาสูงอาจไม่มีผลมากเท่าไรต่อลูกค้ากลุ่มนี้ตราบใดที่คุณค่าของสินค้าที่เรานำเสนอและส่งมอบแก่ลูกค้ามีคุณค่ามากเพียงพอและเหมาะสมในมุมมองของลูกค้า แต่กับลูกค้าส่วนมากชอบที่ของดีราคาถูกนั้น โดยทั่วไปเราอาจจะคิดถึงการใช้วิธีตัดราคาสินค้าสู้กับคู่แข่งให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ แต่วิธีการสู้กันด้วยราคาต่ำๆ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะเป็นการลดคุณค่าของสินค้าและกำไรของเราเราลงมาอีกด้วย จะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่ตั้งราคาสินค้าสูงกว่า แต่ขายได้มากกว่าคู่แข่งโดยการใช้หลักจิตวิทยาเหล่านี้

อ้างถึง
วิธีการสู้กันด้วยราคาต่ำๆ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะเป็นการลดคุณค่าของสินค้าและกำไรของเราเราลงมาอีกด้วย


การเปรียบเทียบของที่คล้ายกัน
เมื่อเกิดการเปรียบของสองสิ่งที่มีความแตกต่างกัน แต่เป็นของที่ดีมีคุณค่าใกล้เคียง และมีราคาใกล้เคียงกันทั้งคู่ เหตุการณ์แบบนี้มักทำให้ผู้เลือกตัดสินใจระหว่างสองตัวเลือกได้ยาก แต่ถ้าเราเพิ่มตัวเลือกเข้ามาอีก 1 โดยให้ทางเลือกที่ 3 นั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเลือก 1 หรือ 2 แต่มีคุณค่าที่ต่ำกว่าตัวเลือกที่ใกล้เคียงนั้นๆ การตัดสินใจนั้นจะง่ายขึ้นในทันที เหมือนดังตัวอย่างแพคเกจทัวร์ดังนี้

มี 2 แพคเกจที่น่าสนใจ โดย Option A เป็นทริปสุดวิเศษในมหานครแห่งความรักอย่างปารีส หรือ Option B เป็นทริปสุดแสนโรแมนติกกับสถาปัตยกรรมสวยๆ ในกรุงโรม  ทั้งสองแพคเกจนี้ดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งคู่ และยากที่จะนำมาเปรียบเทียบว่าอันไหนดีกว่ากัน แต่ถ้าเราเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าเป็น 3 แพคเกจแทนตามนี้

    Option A1: ทริปปารีส + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ
    Option A2: ทริปปารีส (ไม่รวมอาหารเช้า)
    Option B: ทริปโรม + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ


ตามทฤษฎีที่ว่ามาคนเรามักจะพุ่งเป้าไปเปรียบเทียบของที่คล้ายกันแต่คุณค่าแตกต่างกันอย่าง Option A1 กับ Option A2 ถึงแม้จะไปสถานที่เดียวกันแต่แพ็กเกจแรกมีอาหารเช้าฟรีให้ ในขณะที่อีกแพ็กเกจไม่มีอาหารเช้า และลูกค้าก็จะมองข้ามการเปรียบเทียบ A1 กับ B ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากกว่าไป

โดยจากผลสำรวจพบว่าในกรณีอย่างนี้คนจะเลือก Option A1 (ทริปปารีส + อาหารเช้าฟรีทุกมื้อ) มากเป็นอันดับแรก และทิ้งห่าง Option B หรือทริปโรมอยู่มาก ซึ่ง Option A2 ที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจให้กับลูกค้าโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว      

อ้างถึง
ตามทฤษฎีคนเรามักจะพุ่งเป้าไปเปรียบเทียบของที่คล้ายกันแต่คุณค่าแตกต่างกันก่อน และมองข้ามการตัดสินใจระหว่างของที่ใกล้เคียงในแง่คุณค่าและราคา


การนำมาใช้: เมื่อจะขายสินค้าอะไร ให้สร้างแพคเกจที่เป็นเหยื่อล่อขึ้นมาให้ราคาเท่ากันหรือใกล้เคียงกับสินค้าที่เราต้องการจะขาย แต่ตัดเรื่องของแถมหรือข้อเสนอพิเศษออกไปเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ  

เปรียบเทียบราคาที่ต่างกัน

ในความเป็นจริงนั้นอาจไม่มีของสิ่งใดที่เรียกว่าถูกหรือเรียกว่าแพงด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกว่าของถูกหรือแพงนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบกับของอย่างอื่น เช่น สำหรับร้านอาหารร้านหนึ่งที่ขายสเต็กจานละ 120 บาทจะเรียกว่าถูกหรือแพง คงต้องเทียบกับสเต็กร้านอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ราคาจานละ 59 บาทไปจนถึง 4,000 บาท หรือกระเป๋าถือผู้หญิงใบละ 3,000 อาจจะเรียกว่าถูกหรือแพงก็ได้ ถ้าหากเทียบกับกระเป๋าจากตลาดนัดใบละ 199 บาทก็คงมองว่ากระเป๋าใบละ 3,000 บาทนั้นราคาสูง แต่เมื่อเทียบกับกระเป๋าแบรนด์เนมใบละเหยียบแสน กระเป๋าใบนี้ก็คงดูราคาพอเหมาะก็ได้

อ้างถึง
ในความเป็นจริงนั้นอาจไม่มีของสิ่งใดที่เรียกว่าถูกหรือเรียกว่าแพงด้วยตัวเอง แต่ความรู้สึกว่าของถูกหรือแพงนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบกับของอย่างอื่น



ด้วยแนวคิดเช่นนี้ทำให้ร้านค้าหลายร้านพยายามสร้างสินค้าสักชิ้นขึ้นมาและตั้งราคาให้โดดสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น โดยจุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้มีไว้ขายแต่มีไว้เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับสินค้าชิ้นอื่น และให้ลูกค้ารู้สึกว่าของชิ้นอื่นนั้นมีราคาถูกแล้ว และดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านได้ง่ายยิ่งขึ้น

การนำมาใช้: สร้างสินค้าชนิดพรีเมี่ยมขึ้นมาสักชิ้นที่เราอาจจะไม่ได้ต้องการจะขายจริงๆ และลองตั้งราคาสูงๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาของสินค้าชิ้นนั้นลูกค้าจะมีกำลังซื้อไหวไหม เพราะสินค้าชิ้นนี้มีหน้าที่เป็นเพียงเหยื่อล่อให้เกิดการเปรียบเทียบให้สินค้าชิ้นอื่นๆ ที่เราต้องการจะขายดูราคาถูกลง  

สร้างความรู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่าย
เมื่อไหร่ที่ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าของเรานั้นราคาแพงเกินกว่าจุดที่รับได้แล้ว สิ่งที่เราควรเปลี่ยนอาจไม่ใช่ราคา แต่เป็นความรู้สึกและมุมมองของลูกค้าต่อสินค้าเรา โดยเรามีหน้าที่ต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าสินค้าของเราคุ้มค่าเหมาะสมกับราคานี้ หรือสร้างความรู้สึกให้กับลูกค้าว่านี่คือราคาที่ถูกแล้วจริงๆ

เฉลี่ยราคาสินค้า

สินค้าบางอย่างมีมูลค่ารวมสูงมากๆ จนทำให้ลูกค้ารู้สึกไปว่าแพง แต่ถ้าเราเลือกที่จะเสนอราคาให้ลูกค้าเฉลี่ยเป็นต่อวัน หรือต่อเดือนจะทำให้สินค้าดูมีราคาถูกลงไปมาก เช่น บริษัทประกันส่วนใหญ่มักโฆษณาว่าทำประกันวันนี้ คิดแล้วเสียเงินเพียงวันละ 20 บาทเท่านั้น ซึ่งลูกค้าก็จะรู้สึกว่าแค่วันละ 20 บาทถือเป็นราคาที่ถูกมาก ทั้งที่จริงแล้วต้องจ่ายถึงปีละ 7,300 บาทเลยทีเดียว

คุณค่าทางความรู้สึก

ทำไมกาแฟสตาร์บัคถึงขายได้ถึงราคาแก้วละ 150 บาท ในขณะที่แฟรนไชส์เล็กๆ ที่อื่นทำไม่ได้ นั่นเป็นเพราะสตาร์บัคให้ลูกค้าได้มากกว่ากาแฟ สตาร์บัคได้สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในร้านจะต้องพบกับกลิ่นกาแฟหอมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงชื่อกาแฟ ที่สร้างความรู้สึกแก่ลูกค้าได้ว่านี่ไม่ใช่แค่กาแฟทั่วไป แต่นี่คือ Caramel Macchiato หรือ Pike’s Place เพียงเท่านี้คุณค่าก็เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลดราคาแต่อย่างใด


สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นถึงความยากลำบากกว่าจะได้มา

นี่ก็เป็นอีกวิธีที่โฆษณาและสร้างคุณค่าให้สินค้า เช่น ชาเขียวก็ต้องผลิตจากยอดอ่อนใบชาที่เก็บในตอนเช้าเท่านั้น หรืออย่างรังนกก็ต้องแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าต้องปีนเขาขึ้นไปเก็บมาอย่างยากลำบาก กว่าจะมาเป็นรังนกสกัด เป็นต้น

การนำมาใช้: ในการสร้างสินค้าขึ้นมาแต่ละอย่างต้องอย่าลืมสร้างคุณค่าให้กับสินค้าของเราด้วย หาจุดเด่นที่พิเศษกว่าคนอื่นมาเป็นจุดขาย ถ้าสินค้าเรายังราคาแพงไปอีก การเฉลี่ยราคารวมเป็นต่อวัน หรือต่อเดือนก็เป็นการสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าคิดว่าสินค้ามีราคาถูกได้


เสนอ 3 ทางเลือก

แน่นอนว่าคนส่วนมากชอบซื้อสินค้าราคาถูก แต่สินค้าราคาถูกที่ว่านั้นกลับไม่ใช่สินค้าที่ราคาถูกที่สุดบนแผงเสมอไป ผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่าเมื่อผลิตสินค้าออกมา 2 ประเภท  คือเบียร์ระดับพรีเมี่ยมที่ขายในราคา 2.50 $ และเบียร์ธรรมดาที่ขายในราคา 1.80$ ผลที่ออกมาพบว่าคนกว่า 80% นั้น เลือกเบียร์ชนิดที่แพงกว่า แต่เมื่อมีสินค้าชนิดราคาถูกเพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น โดยตั้งราคาให้ต่ำกว่าเบียร์ธรรมดากลุ่มแรกอยู่ที่ 1.60 $ ต่อกระป๋อง พบว่าลูกค้ากลับเลือกที่จะซื้อเบียร์แบบธรรมดาในราคา 1.80 $ ถึง 80% และอีก 20% ที่เหลือเลือกเบียร์แบบพรีเมี่ยม แต่กลับไม่มีใครเลือกเบียร์ที่ถูกที่สุดเลย

การทดลองถัดมา ได้นำเบียร์ชนิดซุปเปอร์พรีเมี่ยมในราคา 3.40$ มาแทนที่เบียร์แบบประหยัดกระป๋องละ 1.60$ ผลการทดลองพบว่าคนส่วนมากเลือกเบียร์ระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาปานกลาง (2.50$) อีก 10% เลือกเบียร์ซุปเปอร์พรีเมี่ยม (3.40%) และมีเพียงน้อยคนที่เลือกเบียร์แบบธรรมดาที่ราคา 1.80$ ซึ่งเป็นเบียร์ที่ราคาถูกที่สุดบนชั้น

จากผลทดลองนี้สรุปได้ว่ามีคนส่วนมากมักซื้อสินค้าที่มีราคาอยู่ในระดับกลางๆ เพราะรู้สึกว่าไม่มากและไม่น้อยเกินไป ส่วนลูกค้าบางประเภทที่ชอบซื้อสินค้าแบบพรีเมี่ยมหรือระดับสูงสุดอยู่แล้ว ก็มักซื้อเหมือนเดิมอยู่เสมอๆ แต่สำหรับราคาที่ต่ำสุดนั้นกลับไม่ค่อยได้รับความนิยม อาจเพราะราคาที่ต่ำกว่ายี่ห้ออื่นๆ ทำให้ลูกค้าบางคนไม่มันใจในคุณภาพ หรืออาจจะคิดว่าสินค้าราคาถูกที่สุดย่อมเป็นของที่ไม่ดีที่สุดก็ได้

การนำมาใช้: เมื่อจะตั้งราคาสินค้าสักชิ้นหนึ่งให้สำรวจราคาสินค้าประเภทเดียวกันในตลาดเสียก่อน ระวังอย่าตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดจนเกินไป ถ้าหากสินค้าเราเป็นระดับพรีเมียมก็ควรตั้งราคาค่อนไปทางสูง แต่กรณีที่เป็นสินค้าระดับธรรมดาก็ไม่ควรตั้งให้ราคาต่ำกว่าสินค้าเจ้าอื่นๆ การเกาะอยู่ที่ราคากลางและยังเหมาะกับสินค้าของเราน่าจะเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด


มหัศจรรย์แห่งเลข 9

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากไปตามห้างสรรพสินค้าแล้วมักเจอสินค้าหลายอย่างที่แปะราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 49 บาท 59 บาท หรือ 199 บาท ซึ่งหากมองในแง่หนึ่ง  จะ 49 บาทหรือ 50 บาทก็ดูไม่แตกต่างสักเท่าไหร่นัก แต่การตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 กลับส่งผลทางจิตวิทยาให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นกว่าตัวเลขอื่นๆ อาจเพราะตัวเลขราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 ทำให้การรับรู้ราคาของลูกค้าบิดเบือน เช่น การตั้งราคาสินค้าที่ 39 บาททำให้คนรู้สึกว่าราคายังอยู่ในช่วง 30 กว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่เพิ่มเข้าไปแค่อีกบาทเดียว สินค้านั้นจะกลายเป็นราคา 40 ทันที ซึ่งลูกค้าอาจจะรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นแพงกว่า

แต่นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องการทำให้ราคาดูต่ำกว่าความเป็นจริงแล้ว จากผลการทดลองของมหาวิทยาลัย Chicago ทำให้เห็นว่าการตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9  นั้นเป็นการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างไม่มีเหตุผลด้วย

ในการทดลองได้ทำแคตาล็อคออกมา 3 แบบ โดยใส่สินค้าชนิดเดียวกัน แต่ราคาต่างกันออกไป ได้แก่ 34$, 39$ และ 44$ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าแปลกใจมาก เพราะสินค้าที่ขายดีที่สุดคือสินค้าที่ตั้งราคาไว้ที่ 39$ ทั้งๆ ที่ราคาก็สูงกว่า 34$ และสินค้าทั้ง 3 ชิ้นที่แสดงก็เป็นสินค้าแบบเดียวกันทั้งสิ้น ในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเพราะเหตุใดเลข 9 จึงกระตุ้นการขายได้ดีกว่า เราจึงยกให้เลข 9 เป็นเลขมหัศจรรย์ในการตั้งราคา

• • •

 มีหลากหลายเทคนิคมากมายที่ช่วยให้เราตั้งราคาได้โดยไม่ต้องไปตัดราคากับคู่แข่ง ซึ่งที่จริงการใช้วิธีตัดราคาก็ไม่ใช่วิธีที่ผิด และถือเป็นอีกแนวทางการโละสินค้าที่เราไม่ต้องการเก็บไว้ด้วย เหมือนอย่างในซุปเปอร์มาเก็ตที่มักจะลดราคาของสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุภายใน 3-4 วัน แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้นจริงๆ ลองใช้เทคนิคด้านบนเหล่านี้น่าจะเป็นทางออกทีดีกว่าในการกำหนดราคาสินค้าของเราอย่างแน่นอน

http://www.ranyamanagerthailand.com/index.php/topic,151.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เคล็ดลับสัมภาษณ์ให้ได้คนเก่งเข้าทำงานใน 7 นาที โดย “ราชินีนักสัมภาษณ์”

การจ้างงานเป็นอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลา เพราะกว่าที่เราจะคัดสรรคนที่มีประสิทธิภาพพอและเหมาะสมกับงานได้นั้นต้องใช้เวลาและสายตาที่แหลมคมในการคัดเลือก แต่สำหรับ Marla Malcolm Beck ซีอีโอคนสวยแห่ง Bluemercury ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ luxury ด้านความงาม กลับบอกว่าเป็นอะไรที่ง่ายมากสำหรับเธอ

Marla Malcolm Beck เปิดเผยถึงเคล็ดลับการทำงานของเธอกับ Adam Bryant แห่งนิวยอร์ก ไทมส์ ทั้งนี้เธอกล่าวว่า ตัวเธอนั้นได้รับฉายาว่าเป็น “ราชินีสัมภาษณ์ 7 นาที”




เธอบอกกับผู้สื่อข่าวจากนิวยอร์ก ไทมส์ ว่า “ฉันสามารถสัมภาษณ์คนเข้าทำงาน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7-10 นาที ก็สามารถทราบกรอบการทำงานหรือแนวคิดในการทำงานของคนๆ นั้นได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ทักษะ ความมุ่งมั่น และความเหมาะสม”

Beck กล่าวอย่างมั่นใจด้วยว่า เธอสามารถพูดคุยซักถามในด้านทักษะในเวลาเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้สมัครเคยทำมาก่อน

เพื่อการค้นหาสิ่งที่กล่าวมานั้น เธอจะใช้คำถามว่า “อะไรคือผลงานชิ้นใหญ่ที่สุดที่คุณเคยได้ทำมาในอดีต แล้วคุณทำมันอย่างไร?”

“คำถามนี้มันสำคัญตรงที่ว่า คนบางคนเมื่อได้รับมอบหมายงานมาดูแล แล้วเขาได้อธิบายถึงสิ่งที่เขาทำได้อย่างไร เขาจัดการดูมันอย่างไร และมันสำเร็จหรือไม่”

จากนั้นก็มาถึงการค้นหาความมุ่งมั่นของผู้สมัครกันต่อ ด้วยคำถามว่า “คุณต้องการทำอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า?”

“สิ่งนี้จะบอกอะไรคุณมากมายเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความสร้างสรรค์ของผู้สมัคร ถ้าเขาเป็นคนที่หิวกระหายและมีเป้าหมายที่จะไป นั่นแสดงว่าเป็นคนที่ต้องการการเรียนรู้ และถ้าเขาต้อการการเรียนรู้เขาสามารถทำงานที่ไหนก็ได้”

ถัดมาคือเรื่องความเหมาะสม สำหรับข้อนี้เธอจะให้ความสนใจที่เรซูเม่

Beck บอกกับผู้สื่อข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ว่า เธอมักจะมองหาพนักงานที่ผ่านประสบการณ์มาจากบริษัทที่เล็กกว่า “งานของคุณในบริษัทใหญ่ๆ ก็เปรียบเสมือนชิ้นพายชิ้นเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้น ชั้นจึงต้องการคนที่สามารถทำงานที่เก่งหลายด้าน ทำอะไรได้หลากหลายและมีความคล่องตัวสูง”

ลองนำเคล็ดลับการสัมภาษณ์งานของเธอไปใช้บ้างก็ได้นะคะ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในการรับสมัครคนเข้าทำงาน

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

สูตรของเครื่องดื่มชูกำลัง





ราคา
บาท
น้ำตาล เทารีน
ทอรีน
(Taurine)
แคฟเฟอีน
กาเฟอีน
(caféine)
วิตามิน บี1 วิตามิน บี2 วิตามิน บี 3
ไนอะซิน
ไนอะซินาไมด์
นิโคตินาไมด์
(Niacinamide)
วิตามิน บี 5
เด็กซ์แพนธีนอล
กรดแพนโทเทนิก
(pantothenic acid) 
วิตามิน บี 7
ไบโอดีน
ไบโอติน
(biotin)
วิตามินเอช (vitamin H) 
วิตามิน บี 6
(Pyridoxine) 
วิตามิน บี 8
อิโนซิทอล
อินโนซิทอล
(Inositol)
วิตามิน บี 9
โฟลิค แอซิค
(Folic acid)
วิตามิน บี12 กรดมะนาว
กรดส้ม
กรดอะซิติก
อะซิติกแอซิด
Acetic Acid
อื่นๆ (1)
ลิโพวิตัน-ดี 12 ซูโครส 18 กรัม 1 กรัม 0.05 กรัม     20 มก. 5 มก.   5 มก. 50 มก.   5 มก. 0.5 กรัม กลูคูโรโนแลกโทน 0.4 กรัม
(Glucuronolactone) 
ลิโพ-พลัส 15 ซูโครส 24 กรัม 1.0 กรัม 50 มก. 0.5 มก.   20 มก.     4 มก. 50 มก.       น้ำผึ้ง 1.6 กรัม
กระทิงแดง 10 น้ำตาล 25.6 กรัม 800 มก. 50 มก.   3.2 มก. 20 มก. 5.5 มก.   3 มก. 30 มก.   7.5 มก. 1.5 ก. โฟลิค แอซิค 0.15 มก.
(Folic Acid)
//โคลีน 10 มก.
(Choline)วิตามิน บีรวม 
กระทิงแดง
ทีโอเปล็กซ์-แอล 
10 ซูโคลส 16.0 ก. 800 มก. 0.05 ก.     20 มก. 5 มก.   3 มก. 20 มก.     0.66 ก.  
คาราบาวแดง  10 ซูโครส 26.5 ก. 800 มก. 50 มก.     20 มก. 5 มก.   5 มก. 30 มก.   12 5 มก. 0.99 ก.  
M-150  10 ซูโครส 25 ก. 0.08 ก. 0.05 ก.     20 มก. 5 มก.   5 มก.          
M-150 STROM 15 น้ำตาล 24 ก.
เดกซ์โทรส 4 ก.
0.8 ก. 50 มก.     20 มก. 5 มก.   5 มก.          
ซุปเปอร์ ลูกทุ่ง 10 น้ำตาล 23.25 ก.   50 มก. 0.14 มก. 0.38 มก. 5.25 มก.   39 มก.     50 มก. 12 6 มก.   แอล-คาร์นิทีน 30 มก.(L-Carnitine)
















































































































































วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

แว่นตาอัจฉริยะ ช่วยให้คนตาบอดมองเห็นมากขึ้น

แว่นตาไฮเทค ช่วยให้ผู้พิการทางสายตา Smart glasses เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ oxford สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
Smart glasses ต้นแบบแว่นตาไฮเทค ช่วยให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสมองเห็นได้มากขึ้น ผลงานการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2557 เว็บไซต์ visionarytrek.com เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตา มีความหวังในการมองเห็นขึ้น ด้วยต้นแบบแว่นตาอัจฉริยะที่ชื่อว่า Smart glasses ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันทำโปรเจคท์ค้นคว้าและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และองค์กร Royal National Institute of Blind People (RNIB) โดยโปรเจคท์ Smart glasses ที่ว่านี้ยังคว้าเงินทุนจากกูเกิลจำนวน 500,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 26.7 ล้านบาท) ได้อีกด้วย

เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับแว่นช่วยให้ผู้พิการทางสายตาที่ยังพอมองเห็นอยู่บ้าง สามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางและใบหน้าคนที่อยู่ข้างหน้าได้ดีขึ้น โดยบนเฟรมแว่นจะมีกล้องวิดีโอติดอยู่ ชิพประมวลผล และซอฟต์แวร์ที่จะแสดงภาพวัตถุที่อยู่ในระยะใกล้ ให้ปรากฏอยู่บนเลนส์แว่น
Smart Glasses' offer help to near-blind people







แนวทางการคิดราคาค่าออกแบบ จาก Menn Studio


สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงหนังสือ Work for Money, Design for Love (ตอนที่ 3) ถึงเรื่องการคิดราคา ว่า ฝรั่งกับไทยไม่ตรงกันหลายอย่าง เลยคิดว่าขอเแชร์ประสบการณ์การคิดราคาค่าออกแบบของผมเองด้วยดีกว่า
ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวว่า การคิดราคามี 2 แบบคือ แบบต้นทุนบวกกำไร กับแบบอิงจากคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ

1. คิดราคาจากต้นทุน

ต้นทุนของนักออกแบบ หลักๆ คือค่าแรง หรือเวลาทำงานของเรา ส่วนอื่นๆ คือ ค่าคอมพิวเตอร์, ค่าซอฟต์แวร์, ค่าเช่าออฟฟิศ ฯลฯ ผมมักจะตีคร่าวๆ ว่า
ค่าแรง:เรามักอยากได้เงินเดือน 30,000 – 50,000 บาท
ค่าอุปกรณ์ไอที:ค่ามือถือ + คอมพิวเตอร์ + อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ถ้ารวมแล้ว 72,000 บาทใช้งานได้ 3 ปี จะเท่ากับเป็นค่าเสื่อมราคาเดือนละ 2,000 บาท
ค่าออฟฟิศ:ไม่ว่าจะซื้อหรือเช่า (ทั้งบ้านและออฟฟิศ) สุดท้ายตีมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมค่าน้ำ/ค่าไฟ/ค่าเน็ต ก็อยู่ในช่วง 5,000 – 15,000 บาท
ค่าซอฟต์แวร์:ค่า Adobe, Dropbox, Basecamp, Domain & Hosting, Google App และลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์อื่นๆ ตกประมาณเดือนละ 2,000 – 5,000 บาท(คุณอาจจะโกงส่วนนี้ก็ได้ ในไทยใครๆ ก็ทำกัน แต่สุดท้ายมันจะก่อผลเสียเป็นวงกว้างมากกว่าที่คิด ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น หลังจากยุคเวิร์ดจุฬาฯ, เวิร์ดราชวิถี เราก็ไม่มีซอฟแวร์ไทยดีๆ ใช้อีกต่อไปแล้ว เพราะคนพัฒนาเจ๊งไปหมดแล้ว, เราแทบไม่เหลือโปรแกรมเมอร์เก่งๆ แล้ว เพราะกลายเป็นผู้บริหารห่วยๆ กันหมด หรือถ้าใกล้กว่านั้น ซอฟต์แวร์ระดับโลกที่เราขโมยใช้อยู่ ก็ไม่ค่อยรองรับภาษาไทย เพราะขายคนไทยไม่ได้ – วันหลังคงได้เขียนเรื่องนี้อีกที)
ค่าความรู้เพิ่มเติม:อาชีพเราต้องพัฒนาตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากการอ่านหนังสือ / ดูหนังฟังเพลง / เรียนออนไลน์ / ลงคอร์สต่างๆ ฯลฯ ผมคิดว่าน่าจะกันส่วนนี้ไว้ซักเดือนละ 3,000 – 6,000 บาท
ค่าภาษี:หลังจากเป็นฟรีแลนซ์ 1 ปี พบว่า ถ้าตั้งเงินเดือนตัวเอง 5 หมื่น มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1 แสน เราจะเสียภาษีประมาณ 6 หมื่นบาท คือประมาณเดือนละ 5,000 บาท ดังนั้น อาจจะกันไว้เดือนละ 2,000 – 5,000 บาท
เมื่อเห็นต้นทุนส่วนใหญ่ของอาชีพแล้ว ผมเองมักจะประมาณว่า ถ้าจะเอาแค่พออยู่ได้ กำไรนิดหน่อย ไม่มีโบนัสอะไรนัก เราควรจะต้องหาเงินให้ได้ 2 เท่าของเงินเดือน เช่น ถ้าคิดว่าอยากได้เงินเดือน 30,000 ก็ควรต้องหาให้ได้อย่างน้อย 60,000 เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ของธุรกิจ ถ้าหามาไม่พอ แสดงว่าเราจะต้องเอาเปรียบใครบางคนอยู่ เช่นอยู่บ้านของพ่อแม่ เลยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ซึ่งอาจจะดูเหมือนดีที่ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายพ่อแม่จะเป็นห่วงว่าเราเอาตัวไม่รอด และอาจจะพยายามให้เราเลิกเป็นฟรีแลนซ์ ในขณะที่ถ้าเราเปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินเดือนให้พ่อแม่เดือนละ 1-2 หมื่น ท่านก็จะรู้สึกว่า เรามีเส้นทางของเราที่ดูแลตัวเราเองได้ และถ้าเราทำได้ต่อเนื่องยาวนาน ท่านจะเข้าใจในที่สุดว่า เป็นฟรีแลนซ์นั้นมั่นคงกว่าเป็นพนักงานบริษัทเสียอีก เพราะ การมีความสามารถนั่นแหละคือความมั่นคง

ต้นทุนต่อชั่วโมง จริงๆ แล้วราคาเท่าไหร่?

ไม่ว่าจะคิดเงินลูกค้าตามชั่วโมงทำงานหรือไม่ เราควรเข้าใจคร่าวๆ ว่า การเสียเวลาไปในแต่ละชั่วโมง เรามีต้นทุนอยู่เท่าไหร่กันแน่
ฟรีแลนซ์นั้นไม่ใช่พนักงานบริษัทที่มีข้อกำหนดการทำงาน (Job Description) ชัดเจน เราต้องเป็นทุกแผนกของบริษัท ซึ่งอย่างน้อยคือ เป็นฝ่ายขายและการตลาด, ฝ่ายผลิต, ฝ่ายควบคุมคุณภาพ และฝ่ายบัญชี และเมื่อคิดว่า วันทำงานที่เหมาะสมคือ 20 วันต่อเดือน (รวมวันหยุดต่างๆ แต่ห้ามลาคลอดลาบวช) ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เราจะได้ว่า เดือนนึงต้องทำงาน 160 ชั่วโมง
ผมคิดว่า สัดส่วนงานที่ควรทำ น่าจะประมาณนี้
งานสัดส่วนต้นทุนเวลาที่ควรใช้หมายเหตุ
ขายงาน
Marketing & Sale
20%32 ชั่วโมงธุรกิจปกติมักจะกันไว้ 30% แต่ธุรกิจสมัยใหม่ที่เน้นนวัตกรรม จะเอาทรัพยากรไปทุ่มกับการทำงานมากกว่าการขาย
ทำงาน
Designer/Developer
25%40 ชั่วโมงงานออกแบบ/เขียนโปรแกรม ฯลฯ
ตรวจงาน
Art Director/Tester
25%40 ชั่วโมงทำงานแล้วไม่เผื่อเวลาตรวจ งานจะหลุดและคุณภาพแย่
พัฒนาตนเอง
R&D
20%32 ชั่วโมงอันนี้ลอกจากบริษัทไอทีต่างๆ ที่มักกัน 20% ของเวลางานไว้ทำงานอื่นๆ หรือพัฒนาตนเอง
บัญชี
Accounting
10%16 ชั่วโมงตกสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง น่าจะเพียงพอสำหรับฟรีแลนซ์ที่ไม่ค่อยชำนาญงานเอกสาร ไว้ออกใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, สรุปงบกระแสเงินสด
จะเห็นว่า เวลาที่เราคิดเงินลูกค้าได้ จะอยู่ที่ครึ่งเดียว หรือ 80 ชั่วโมงต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าอยากได้เงินเดือน 30,000 ต้องหาเงิน 60,000 และมีค่าแรงชั่วโมงละ 60,000/80 = 750 บาท หรือถ้าอยากได้เงินเดือน 5 หมื่น ก็คือค่าแรง 1,250 บาทต่อชั่วโมง
ซึ่งเราจะคิดลูกค้าเป็นรายชั่วโมง หรือจากจำนวนการแก้งาน ก็ได้

คิดเงินรายชั่วโมง

ฝรั่งใช้วิธีคิดแบบนี้เป็นหลัก แต่เมืองไทยยากมาก ผมเองเคย คิดชั่วโมงละ 800 บาทเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พบว่ายังไม่ค่อยชอบนัก ต้องอธิบายเยอะ และวางแผนงานลำบาก งานบางอย่างง่ายบางอย่างยาก ใช้พลังชีวิตต่างกันมาก คิดเท่ากันก็ไม่คุ้ม คิดต่างกันก็ต้องไล่แจกแจงให้ลูกค้าเข้าใจ

คิดเงินจากจำนวนการแก้งาน

นักออกแบบบางคนอาจจะกำหนดจำนวนการแก้งานเป็นหลักในการคิดราคา เช่น แก้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งต่อไปคิดครั้งละ xxx บาท ซึ่งก็จะช่วยป้องกันความยืดเยื้อของงานได้ แต่จากประสบการณ์ ผมพบว่ามันทำให้ลูกค้าและเราเกร็งเกินไป ว่าตกลงแก้แบบนี้นับด้วยมั้ย? บางอย่างแก้เยอะ บางอย่างแก้น้อย พอบังคับว่าแก้ได้เท่านี้ครั้ง ก็จะเกิดการต่อรองกันไปเรื่อยๆ ไม่งั้นเค้าก็อาจจะพยายามเขียนสรุปให้ละเอียดๆ เป๊ะๆ ซึ่งอาจจะดีถ้าเราเป็นแค่คนใช้คอมที่ทำตามสั่งแล้วจบ แต่มูลค่าของงานออกแบบนั้นคือไอเดียต่างๆ ที่เราใส่ให้ต่างหาก สุดท้ายผมพบว่า แม้จะจบงานได้ แต่งานมักออกมาไม่ค่อยดี และงานต่อๆ ไป ลูกค้าสามารถหา “แรงงานคอม” ที่ราคาถูกกว่าเราไม่ยากนัก

คิดรวมๆ โดยสรุปตามชิ้นงาน

ปัจจุบันผมเลยมาลงเอยที่การคิดรวมๆ ไปเลย ไม่ต้องแยกละเอียด เพราะทำให้ลูกค้างงเปล่าๆ แต่ก็มีระบุค่าประมาณไว้ว่า งานนี้น่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ และแก้งานประมาณกี่ครั้ง เพื่ออย่างน้อยถ้างานยืดเยื้อ ก็ยังมีหลักให้ต่อรองความคาดหวังกันได้ (แต่ว่าตั้งแต่ระบุแบบนี้ ผมยังไม่เคยเจอปัญหาต้องต่อรองการแก้งานนะ) ลองดูตัวอย่างที่หน้า “สนใจทำเว็บไซต์

2. คิดราคาจากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ

การคิดจากต้นทุน จะทำให้เราไม่เผลอตั้งราคาขาดทุนมากเกินไป (ซึ่งธุรกิจออกแบบนั้นเผลอได้ง่ายมาก และฟรีแลนซ์ไทยก็ถนัดการตัดราคาจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตนเองกำลังได้เงินเดือนต่ำกว่ากรรมกรอยู่ ) แต่ว่านอกจากเราไม่ขาดทุน เราต้องทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าด้วย เพราะการจ้างเราทำงาน สำหรับลูกค้า นี่คือการลงทุนแบบหนึ่ง

ถ้าการออกแบบคือการลงทุน แล้วลูกค้าควรได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่?

การปล่อยกู้ในไทย มักจะได้ผลตอบแทน 15-30% ต่อปี,  การทำร้านอาหาร มักจะคืนทุนใน 1-3 ปี = ผลตอบแทน 30-100% ต่อปี, การทำผับหรืออาบอบนวด (ที่ว่ากันว่าเป็นธุรกิจที่กำไรสูงอันดับต้นๆ) จะคืนทุนใน 3-6 เดือน นั่นคือผลตอบแทน 200-400% ต่อปี
ส่วนการออกแบบ เท่าที่ผมทำมา ถ้าทำให้ลูกค้าคืนทุนได้ภายใน 1 ปี ลูกค้าจะประทับใจมาก ถ้า 2 ปี จะโอเค ถ้า 3 ปี จะเฉยๆ เพราะงานออกแบบนั้นลูกค้าต้องเหนื่อยช่วยสร้างด้วย เหมือนกับเหนื่อยทำร้านอาหาร ดังนั้นผมคิดว่าคืนทุนใน 1-3 ปี เป็นตัวเลขที่เหมาะสม
ดังนั้น ผมคิดว่า ROI (Return Of Investment) ของงานออกแบบ ควรอยู่ในช่วง 30-100% ต่อปี

แล้วจะวัดยังไงล่ะ?

ถ้าเราไม่สามารถรู้กำไรจริงๆ ของลูกค้า ก็อาจประมาณว่า ธุรกิจทั่วไปมักมีกำไร 20-30% จากยอดขาย ดังนั้นถ้าเราออกแบบให้เค้า 30,000 บาท เราควรทำให้ลูกค้าได้กำไรเพิ่ม 30,000 บาทใน 1-3 ปีแรก ซึ่งหมายถึงยอดขายเพิ่มขึ้น 100,000 – 150,000 บาท นั่นเอง ดังนั้นจะเห็นว่า บางธุรกิจก็เป็นไปได้ง่ายมาก (เช่น รีสอร์ท, ร้านอาหารหรู, ร้านขาย Gadget, ฯลฯ) ในขณะที่บางธุรกิจนั้นยาก
ผมจึงมักรับทำเว็บเฉพาะที่คิดว่าเราจะทำให้เค้าทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ ถ้าดูแล้วเค้าไม่ได้กำไรตรงนี้ สู้แนะนำให้เค้าไปเปิด Fan Page หรือ ใช้เว็บสำเร็จรูป หรือไปประกาศขายของตามเว็บบอร์ดดีกว่า
และจากตัวเลข “คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ” จะทำให้เราพบว่า บางที จ้างทำเว็บ 10,000 บาท ยังอาจจะแพงไป (ถ้าเค้าขาดทุน) และจ้างทำเว็บ 100,000 บาท ยังอาจจะถูกมาก (ถ้าเค้ากำไร) การทำเว็บที่ไปตอบโจทย์ลูกค้าได้จริงๆ จึงทำให้เราและลูกค้าได้ผลตอบแทนที่ดีทั้งคู่ ดีกว่าคิดราคาถูกตามตลาด แล้วรอทำตามสั่ง ไม่ได้สร้างผลกำไรให้ลูกค้า
ดังนั้น ถ้าเราทำให้ลูกค้าทำกำไรได้ เราจะคิดค่าตอบแทนสูงได้ เพราะเราเป็น “ที่ปรึกษาทางด้านการตลาดและการออกแบบ” แต่ถ้าเราทำไม่ได้ เราจะเป็นแค่ “แรงงานคอม” ที่ในไทยอาจจะจ้างกันถูกกว่ากรรมกร

การทำสัญญาว่าจ้าง

หลังจากทำงานมาหลายราคา ผมพบว่า ถ้ามูลค่างานต่ำกว่า 1 แสนบาท ไม่ค่อยคุ้มที่จะทำสัญญาว่าจ้าง (ทั้งเค้าและเรา) เพราะต่อให้ละเมิดสัญญา ก็ไม่คุ้มฟ้องร้อง แต่ถ้ามูลค่างานเกิน 1 แสน ก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้น
การทำสัญญาเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง ต้องใช้เวลาและทักษะในการอ่านเอกสาร (รวมถึงอาจต้องปรึกษาทนาย ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วน) ฟรีแลนซ์ส่วนมากเลยยอมเซ็นต์สัญญาที่ลูกค้าร่างมาให้ โดยลืมดูว่าตนเองอาจจะเสียเปรียบอะไรบ้าง
ประเด็นที่ควรระวัง

1. ถ้ามีการปรับเงิน ลูกค้าขอปรับเรา เราต้องขอปรับลูกค้า

การจ้างออกแบบนั้นลูกค้าก็ต้องทำงานไม่น้อยกว่าเรา เค้าต้องเตรียมข้อมูล ต้องสรุปว่าชอบไม่ชอบ จะแก้ไขอะไรต่อ ดังนั้นถ้าหากเค้าจะขอปรับถ้าเราส่งงานช้า เราต้องขอปรับถ้าเค้าส่งข้อมูลช้า / สรุปช้า / จ่ายเงินช้า เช่นกัน

2. กำหนดงานเสร็จ ไม่ควรเป็น “วัน/เดือน/ปี” แต่ควรเป็น “จำนวนวันนับจากเริ่มงาน”

การทำสัญญามักจะใช้เวลานานกว่าที่เราคิด กว่าเค้าจะตอบ ขอแก้สัญญา กว่าจะได้เซ็นต์กันทั้งสองฝ่าย บางทีกินเวลาไปเป็นเดือนๆ ซึ่งระหว่างนั้นก็ไม่มีใครเริ่มงาน แต่พอเซ็นต์เสร็จ บางทีเหลือไม่กี่วันต้องส่งงาน มันก็ทำไม่ทันหรอก ดังนั้นต้องระวังว่า กำหนดเสร็จต้องนับจากวันเริ่มงาน

3. วันเริ่มงาน ต้องนับจากหลักฐานว่าเราจะได้เงิน

ดีที่สุดคือเก็บเงินงวดแรกก่อน น้อยก็ยังดี ตีเช็คล่วงหน้าก็ยังดี เพราะมันพิสูจน์ว่า ได้เกิดการว่าจ้างแล้วจริงๆ ได้เข้าไปในระบบบริษัทลูกค้าแล้วจริงๆ ฟรีแลนซ์จำนวนมากมักจะเจอว่า “น้องทำไปก่อนเลย พี่รับผิดชอบเอง” สุดท้ายโปรเจ็คล่ม เก็บเงินใครไม่ได้ และเผลอๆ ไอ้พี่คนนั้นก็ลาออกไปแล้ว
แต่ถ้าไม่ได้งวดแรก อย่างน้อยในสัญญาควรระบุว่าจะได้เมื่อไหร่

4. เมื่อมีสัญญา ก็ต้องมีการเซ็นต์อนุมัติแต่ละงวด

เมื่อมีสัญญา ในสัญญาจะระบุว่าจะเก็บเงินแต่ละงวดได้เมื่อไหร่  ซึ่งเราก็ต้องมีหลักฐานว่า มันถึงงวดนั้นจริงๆ แล้ว โดยปกติเช่น เมื่อดีไซน์ผ่าน ถึงจะเก็บเงินได้, เมื่อเริ่มทดสอบระบบ ก็จะเก็บอีกงวด ฯลฯ เราก็ต้องมีเอกสารให้เค้าเซ็นต์อนุมัติ ถ้าไม่เซ็นต์ เราเก็บงวดนั้นไม่ได้ ก็ไม่ควรทำงวดต่อไป เพราะถ้าโปรเจ็คด่วนจริง สำคัญจริง จะมีคนผลักดันให้จ่ายเงินได้อยู่แล้ว เงินไม่ออกแปลว่าด่วนไม่จริง
ฟรีแลนซ์โดยมากมักจะทำไปเรื่อยๆ ลืมบังคับลูกค้าเซ็นต์อนุมัติแต่ละงวด ผลสุดท้ายมีใครก็ไม่รู้โผล่มาแล้วบอกว่า “ผมไม่ชอบแบบนี้ มาเริ่มกันใหม่ดีกว่า ไม่จ่ายเพิ่มนะ และถ้าช้ากว่าสัญญาเดี๋ยวปรับอีกด้วย” แว้กกกก

5. แยกแยะ “น้ำใจ” กับ “สิ่งที่รับปาก”

สิ่งที่รับปาก ต้องทำให้ได้ (ไม่งั้นงานก็ไม่จบ) แต่บางอันลูกค้าขอเพิ่ม เราต้องระบุให้ชัดว่า อันนี้รับปากทำให้ หรือเป็นน้ำใจที่อาจจะไม่ได้ทำนะ ถ้าเข้าใจตรงกัน มันก็จะจบง่าย

ฯลฯ

(ใครมีประสบการณ์อื่นๆ แชร์ในคอมเม้นท์ได้นะครับ)

แต่หลังจากผ่านงานเว็บงบ 5 พัน ถึงงบ 5 ล้าน ผมพบว่าตนเองเป็นพวกไม่ค่อยชอบโปรเจ็คใหญ่ๆ ที่ต้องมีการทำสัญญา เพราะเรามักเสียเวลากับการต่อรองมากกว่าการมาร่วมกันทำงาน ดังนั้นผมเลยเลิกรับงานราคาเกิน 1 แสนบาทไป รับราคาหลักหมื่น ขอเก็บ 30-50% ก่อนเริ่มงาน จบงานง่ายกว่า สร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้มากกว่า และมีเวลาสำหรับพัฒนาตัวเองได้เยอะกว่า

แบบฟอร์มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

แบบฟอร์มที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องมีจริงๆ คือ ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงิน และการสรุปงบกระแสเงินสดของตัวเอง
ซึ่ง…
ขอให้ติดตามต่อในสัปดาห์หน้าละกันนะครับ จะเอาตัวอย่างฟอร์มต่างๆ มาให้ดูกัน
(ทำตัวเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่เลยเนาะ :D)




เครดิต : http://mennstudio.com/2014/design-price-cost-value/